Kill for a Dream

 

Life's too short not to forgive

you can carry regrets but they won't let you live

I'm here if you wanna call

staring at the spot on the wall

It's a beautiful world when you know who you are

you're moving too fast in the back of a car

you're giving it another try

staring at the deep blue sky

and you say to the driver just drive

'cos you've never felt so alive

 

We opened the door and let out the sound

all that we heard was a dream rebound

I'm bouncing off walls right here in my mind

I'd kill for a dream tonight

 

A looking glass heart thrown at the wall

you don't see me but I see it all

it smells so sweet but it's wrong

and everything pretty is gone

well here's my glass and here's one for you

cause these dark glasses need something to do

you're giving it another try

staring at the deep blue sky

and you say to the driver just drive

'cos you've never felt so alive

 

We open the door and let out the sound

all that we heard was a dream rebound

I'm bouncing off walls right here in my mind

I'd kill for a dream tonight

I'd kill for a dream tonight

I'd kill for a dream tonight

 

na na na na na 

na na na na na

I'd kill for a dream tonight... 

 

 

 

 

 

หยุดความฝันทั้งหมดลงในค่ำคืนนี้

 

ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าที่จะไม่ให้อภัยแก่กัน

เธออาจจะแบกความเศร้าเสียใจเอาไว้  แต่มันก็จะไม่ปล่อยให้เธอมีชีวิต

ฉันยืนอยู่ตรงนี้ตลอด เพียงแค่เธอโทรหา

จ้องมองหาร่องรอยที่อยู่บนกำแพง

ทุกสิ่งมันจะกลายเป็นโลกที่งดงามเมื่อเธอรู้ว่าเธอเองนั้นเป็นใคร

เธอกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเร็วเกินไป บนเบาะหลังของรถ

เธอกำลังพยายามที่จะทำมันอีกครั้ง

จ้องมองไปในท้องฟ้าสีน้ำเงิน

และเธอเพียงพูดกับคนขับสั้นๆว่า "ขับมันต่อไป"

มันเป็นเพราะว่า ตัวเธอไม่เคยรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

 

พวกเราคงได้แต่เปิดประตู

และปล่อยให้ดนตรีนำพาความรู้สึกนี้สื่อสารออกไป

ทั้งหมดที่เราได้ยินนั้นเป็นเพียงการสานต่อความฝัน

และนี่คือสิ่งที่สะท้อนอยู่ข้างในจิตใจของฉันตอนนี้

ฉันจะหยุดความฝันลงในค่ำคืนนี้

 

มองไปที่หัวใจแก้วที่ถูกโยนไปที่กำแพง

เธอมองไม่เห็นฉัน แต่ฉันเห็นมันทั้งหมด

มันมีกลิ่นงดงามมาก เพียงแต่มันผิดถนัด

และทุกสิ่งที่สวยงามก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

แต่มันก็ดี นี่คือแก้วของฉัน และนี่ก็คืออีกใบสำหรับเธอ

เพราะว่าแว่นตาสีดำคู่นี้ ยังคงต้องการบางสิ่งต่อไป

เธอกำลังพยายามที่จะทำมันอีกครั้ง

จ้องมองไปในท้องฟ้าสีน้ำเงิน

และเธอเพียงพูดกับคนขับสั้นๆว่า "ขับมันต่อไป"

มันเป็นเพราะว่า ตัวเธอไม่เคยรู้สึกว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร

 

พวกเราคงได้แต่เปิดประตู

และปล่อยให้ดนตรีนำพาความรู้สึกนี้สื่อสารออกไป

ทั้งหมดที่เราได้ยินนั้นเป็นเพียงการสานต่อความฝัน

และนี่คือสิ่งที่สะท้อนอยู่ข้างในจิตใจของฉันตอนนี้

ฉันจะหยุดความฝันลงในค่ำคืนนี้

ฉันจะหยุดความฝันลงในค่ำคืนนี้

ฉันจะหยุดความฝันลงในค่ำคืนนี้

 

 

นา นา นา 

นา นา นา

ฉันจะหยุดความฝันลงในค่ำคืนนี้...

 
เพลงนี้เป็นเพลงช้าของ Beady Eye วงที่มีแกนนำหลักคือ สมาชิกเก่ามาจาก Oasis ทั้งหมด

ส่วนตัวผมคิดว่า Liam Gallagher แต่งเพลงนี้เพื่อบอกตัวเองและสื่อสารบางสิ่งถึงพี่ชายของเขาเอง

 

 

ผมรู้สึกเสียดายมากที่ Oasis ต้องจบลงแบบนี้  หลายๆคนอาจมองว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่าที่พี่น้องทะเลาะกันนะ

 

แต่ผมมีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ ไม่ว่าในรูปแบบใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น คู่รัก พี่น้อง หรือว่าเพื่อนพ้อง

ทุกๆความสัมพันธ์ล้วนมีจุดมันไม่สามารถย้อนกลับได้ เพราะว่าถ้าย้อนกลับได้ มันคงไม่มีอาการมองหน้ากันไม่ติด

หรือว่าป่านนี้ทุกคู่รักที่เลิกกันแล้ว ก็ยังสามารถกลับไปรักกันใหม่ได้อย่างเหมือนเดิม  

 

ผมว่าทั้ง Liam และ Noel ต่างก็รู้ และคิดว่ามันคงไม่มีวันที่วงนี้จะกลับมารวมกันอีกแล้ว

แก้วที่แตกไปแล้วต่อยังไงมันก็ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้อย่างสนิทใจ

และเพลงนี้ก็คือการดับความฝัน ทุกทุกสิ่ง ทุกทุกอย่าง ของแฟนเพลง Oasis  Noel และตัวLiamเอง

edit @ 28 Mar 2011 19:06:52 by runangel

edit @ 28 Mar 2011 19:17:32 by runangel

edit @ 28 Mar 2011 19:17:56 by runangel

 

 รู้ตัวว่าตัวเองทำบล็อคมาเพื่อดองเล่นไปงั้นๆ วันๆ ก็มั่วแต่เล่น facebook ไม่ก็ทำงาน

แต่อยากจะทำให้บล็อคไม่เงียบเหงาบ้าง เลยเอาเอนทรี่นี้มากจากบันทึกใน facebook ผมเองฮะ

ก็เป็นการแนะนำเพลงที่ฟังช่วง ใครอยากหาเพลงใหม่ๆฟังก็ลองกดฟังตามที่แนะนำได้ครับ

 

 

 

 

 

 เนื่องจากภาระกิจที่รัดตัว ทำให้เวลาว่างไม่ค่อยมี (เหรออออ)

เลยไม่ค่อยได้เล่นแท็กที่หลายๆคนแท็กมา หรือแม้กระทั่ง เล่นเกมในกรุ๊ก AML ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก

แต่ว่าวันนี้เคลียร์ภาระกิจลุล่วงไปหลายอย่างเลย ได้มีเวลาฟังเพลงแล้วเยอะตามสเตตัสที่ตั้งไว้

"เวลาเคลียร์งานหรือปัญหาออกไปทีละจุดแล้วมันทำให้เราฟังเพลงเพราะกว่าฟังเพลงแล้วทำงานไปด้วย"

 

อ้อ ผมมีนิสัยประหลาดในการฟังเพลงอย่างนึงซึ่งมันเริ่มขึ้นมาตอนที่เล่นเว็บสังคมเพลงออนไลน์ last.fm นั่นคือการฟังเพลงที่ละอัลบั้มรวดเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ (ฟังทีละเพลงก็มีแต่เฉพาะเพลงที่ชอบมากจริงๆ) เลยทำให้มีแท็คนี้ขึ้นมา มีเพลงให้ลองฟังด้วย

 

10 อัลบั้มที่ท่านกำลังฟังอย่างเมามันในช่วงนี้ (สำหรับของผมวันนี้และสองสามวันก่อน)

 

สองสามวันก่อน

 

 

1. This Is War - 30 Seconds To Mars อัลบั้มล่าของวงร็อคที่มีส่วนผสมทั้ง อีโม โพสกรั๊น พร็อกไปจนถึงนีโอ-พร็อก ที่เพลงหนักแน่นไพเราะและซับซ้อนพองาม ขาร็อคฟั่งอเมริกาไม่ควรพลาด

http://www.youtube.com/watch?v=bx364Lm53Aw

 

 

 

2. Emarosa - Emarosa วงนี้ทำให้ผมประหลาดใจมาก คือผมยังไม่เคยฟังมาก่อน แต่พอได้ฟังแล้วโดนเลย คือวงนี้เล่นกันแบบ โพส-ฮาร์ดคอร์ ที่มีเสียงร้องแบบโซลอาร์แอนด์บี  หลายคนที่ไม่เคยฟัง อ่านแล้วสงสัยหล่ะสิว่ามันเป็นยังไง ลองฟังได้เลยครับ

http://www.youtube.com/watch?v=RbTv64H4j4A

 

 

 

3. And Hell Followed With - Proprioception ปกติผมไม่ค่อยสันทัดกับดนตรีแนวเดธเมทัลหรือแม้กระทั่งเดธคอร์ก็ตาม คือผมฟังบ้างแต่แค่ไม่กี่วงเท่านั้น และวงนี้ผมเห็นปกสวย ดูวัยรุ่นดีเลยหามาฟัง ก็ถูกใจกว่าที่คิด คือเป็นเดธคอร์ที่เล่นหนักไปทางเดธเมทัล ที่มีกรู๊ฟและบรรยากาศไม่กดดันมาก คือพอมีท่วงทำนอง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเมโลดิก เหมือนเนื้อติดมันที่ไม่เหนียวเกินไปเคี้ยวกำลังดี (เกี่ยวกันตรงไหนฟะ)

http://www.youtube.com/watch?v=zwztg0uO1gk

 

เมื่อคืน

 

 

4. Streetcleaner - Godflesh อันนี้ฟังเมื่อคืนตอนกำลังรีทัชรูปซึ่งจะหลับให้ได้ (ตอนนั้นฝนตกลมแรงโคตร)หลอนกันก่อนนอนเลยทีเดียว กับซาวด์ Industrial Metal แบบดาร์คๆที่มีส่วนผสมหลากหลาย

http://www.youtube.com/watch?v=naj0hmlDM6s

 

อันนี้ของวันนี้ตั้งแต่เมื่อเช้าเลย

 

 

5. The Queen Is Dead - The Smiths อันนี้ฟังตอนเช้า+กำลังทานกาแฟดำไปด้วย เออ เข้ากันดีแฮะ

http://www.youtube.com/watch?v=DRtW1MAZ32M

 

 

 

6. 20 Guns Pointing in you Face - Goose ดำดึงไปเรื่อยๆตอนทำงานกับวงไทยที่ผมรักโคตรๆ

http://www.youtube.com/watch?v=xxxQYL5PREo

 

 

 

7. 28 Weeks Later: Original Motion Picture Soundtrack - John Murphy ต่อเนื่องกับสกอร์หนังซอมบี้สุดบู๊ (หนังผมชอบนิดหน่อย แต่เพลงชอบมาก) ที่ดนตรีเป็น Post-industrial (คือมีทั้งอิเล็อทรอนิคและอัลเทอเนทีฟร็อค) สุดหลอน+มัน นึกถึง Akira Yamaoka (คนทำสกอร์เกม Silent Hill) เลยแฮะ

http://www.youtube.com/watch?v=KW0RX02SeQw

 

 

 

8. Keep on Your Mean Side - The Kills ไหนๆก็ฟังอิเล็กทรอนิคหลอนๆมาเยอะแล้วฟังร็อคมันๆ ดีกว่า

http://www.youtube.com/watch?v=1e-gGYdLon4&feature=related

 

 

 

9. Horehound - The Dead Weather มาร็อคกันต่อด้วยงานจากนักร้องสาวคนเดิมแต่คนละวง Alison Mosshart ผมว่าเธอร้องเพลงได้เท่โคตรๆคนนึงเลยแหละ (ผมอยากเจอเธอยิงซักทีแบบใน MVเพลง Treat Me Like Your Mother 55+) อ้อวงนี้บริหารงานโดยพี่ Jack Whiteและชาวคณะนะจ๊ะ

http://www.youtube.com/watch?v=1tndP407luk

 

 

 

10. Murs 3:16: The 9th Edition (with 9th Wonder) - Murs ปิดท้ายด้วยอัลบั้มฮิปฮอปบีทเพราะๆ แร๊ปเนียนๆ อาจไม่ดังบ้านเรามากนักกับแร๊ปเปอร์รายนี้ แต่ว่าสำหรับคนชอบฮิปฮอปแบบเพราะไม่ดุดันมาก แนะนำเลย

http://www.youtube.com/watch?v=9k0RIaJrdS8 

 

 

คราวนี้แท็คหลายๆคนที่ชอบฟังเพลงแต่ยังไม่เคยแท็คด้วยนะครับ แล้วถ้าเผื่อใครว่างก็มาอ่านกัน หรือถ้าใครว่างมากก็ลองทำแล้วแท็คกลับมาด้วยก็จะได้สนุกมากขึ้นนะครับ

 

 

 

ต่อไปจะพยายามเขียนให้มากขึ้นนะครับ T^T 

 


            หลังจากที่คราวที่แล้วผมได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับดนตรีกอธิคร็อคเบื้องต้น ไปบ้างแล้ว ในครั้งที่สองนี้ผมก็จะนำเสนอ  วงดนตรีอีกวงที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีอย่างมหาศาล นั่นคือวง  The Cure วงดนตรีร็อค ที่มีความหลากหลายของซาวด์มากมาย ทั้งโพสพังค์  กอธร็อค ป็อป อัลเทอเนทีฟร็อค นิวเวฟ พังค์-นิวเวฟ  คือถ้าจะมีมากกว่านี้ผมก็นึกไม่ออกจริงๆ    วงดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคมากมายในปัจจุบันต่างก็ได้รับอิทธิพลจาก The Cure ไม่มากก็น้อย ตั้งแต่ Smashing Pumpkins,  Jane’s Addiction, Interpol มาจนถึง My Chemical Romance  ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงดนตรีเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึง อิทธิพลทางแฟชั่นการแต่งตัวสไตล์กอธิคโดยมีภาพทรงผมทรงรังนกของนักร้องนำ  Robert Smith เป็นตัวชูโรง

Robert Smith นักร้องนำกับแฟชั่นทรงหัวรังนก

 

ตอนไม่ได้แต่งหน้า

 

ภาพทั้งวง

 

             นอกเหนือการแต่งตัวและดนตรีแล้ว  ยังมีเอกลักษณ์สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เนื้อหาของเพลงที่  Robert Smith นักร้องนำเป็นคนแต่งนั้น เป็นลักษณ์การแต่งเพลงที่เป็นเหมือนการบรรบยายอารมณ์เป็นกลอน  โดยไม่ได้เจาะจงเล่าเนื้อหาว่าใครทำอะไรอย่างไร อย่างที่เพลงส่วนใหญ่เป็น   ปัจจุบันหลายคนที่เป็นแฟนหรือติดตามวงนี้มาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน  มักจะรับไม่ค่อยได้ซักเท่าไหร่กับดนตรีในอัลบั้มหลังๆของวง ค่อนข้างลดความหม่นหมอง ของโพสพังค์และกอธิคให้น้อยลง   แล้วเน้นจังหวะร็อคหนักหน่วงมากขึ้น   อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยมใคร รสนิยมมันก็แล้วกัน

 

Album – Kiss Me, Kiss Me, Kiss Me

Artist – The Cure

Label – Rhino

            อัลบั้มที่ผมนำมาบอกเล่าให้ฟังกันในวันนี้ คืออัลบั้ม Kiss Me, Kiss Me, Kiss Me วางแผงเมื่อปี 87 อัลบั้มนี้ได้นำร่องดนตรีของวงก่อนที่จะนำไปสู่อัลบั้มที่นักวิจารณ์และแฟนเพลงหลายๆคนยกย่องว่าเป็นงานมาซเตอร์พีซของวงอย่าง Disintegration  ส่วนตัวผมคิดว่าดนตรีในอัลบั้มนี้ก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันซักเท่าไหร่เลย  เพียงแต่งานจะมีความสว่างมากกว่า  อัลบั้ม Disintegration อยู่เล็กน้อย

 

The Kiss  เพลงแรกที่เป็นอินโทรของอัลบั้ม  เป็นเพลงสไตล์นิวเวฟผสมอัลเทอเนทีฟร็อค ที่สุดแสนจะเท่ด้วยเสียงกีต้าร์ลีดล้อไปกับจังหวะของเสียงกลอง ผสมกับเสียงคีย์บอร์ดสุดหลอกหลอน   เหมาะแก่การนำร่องไปสู่อัลบั้มนี้ได้เป็นอย่างดี   คือหมายความว่าถ้าคุณไม่ชอบเพลงนี้ก็เลิกฟังได้เลย  แต่ถ้าคุณชอบก็จะฟังสนุกได้จนจบแผ่นเลย   ฟังไปตอนแรกผมนึกว่าเป็นเพลงบรรเลง เพราะเสียงร้องมันขึ้นมาตอนเลยครึ่งเพลงไปแล้ว (ฮ่า)

Torture และ Why Can't I Be You?  โพสพังค์ผสมนิวเวฟ จังหวะฟังค์สนุกๆ ชวนโยกและร้องตาม โดยเฉพาะ เพลงที่สอง ที่เป็นเพลงเด่นของวงเลย

Icing Sugar  เสียงกลองผสมแซ็กโซโฟน แจมด้วยเสียงกีต้าร์ มันช่างเซ็กซี่น่าดู

How Beautiful You Are  โพสพังค์จังหวะกลางๆ ที่เพิ่มลูกเล่นด้วยเสียงคีย์บอร์ดกับไวโอลิน  เสียงไวโอลินโซโล่ตอนกลางเพลงช่างหวานและล่องลอยในเวลาเดียวกัน

 

If Only Tonight We Could Sleep  เพลงช้าที่ลุ่มลึก มีอารมณ์หลากหลาย ทั้งสยองขวัญ ทั้งไพเพราะ เท่มากเลย คีย์บอร์ดและกลองสำเนียงภารตะ กับเนื้อเพลงหลอนๆลอยๆ ที่ร้องว่า

If only tonight we could sleep

In a bed made of flowers

If only tonight we could fall

In a deathless spell

 

If only tonight we could slide

Into deep black water

And breathe

And breathe...

บรื๋อ แค่อ่านยังขนลุก

 

Just Like Heaven เพลงดังเหมือน  Friday I'm In Love ของวง   ที่เป็นดนตรีร็อคสดใส กีต้าร์เบาๆ ผมฟังไปมาแล้วนึกถึงวง L'Arc~en~Ciel จากญี่ปุ่น (ยุคแรก)เลย  คาดว่า ต้องมือกีต้าร์วง L'Arc ต้องชอบ The cure แน่ๆ เพลงนี้แหละที่เป็นลายเซ็นของวง

You soft and only

You lost and lonely

You strange as angels

Dancing in the deepest oceans

Twisting in the water

You're just like a dream

 

 Hot Hot Hot!!! เพลงจังหวะฟังค์ที่เด่นติดหูอีกเพลงในอัลบั้ม ที่ Robert Smith ได้โชว์เสียงร้องได้น่าดูชม โซโล่ช่วงท้าย ที่มีทั้งคีย์บอร์ด ทรัมเป็ต เสียงร้องผสมกันก็เท่ไม่หยอก

One More Time เพลงช้าที่ดนตรีว่าหวานแล้ว แต่เนื้อหาหวานกว่า (แต่ก็ยังแอบลึกลับอยู่นิดๆ)  เสียงกรุ๊งกริ๊งที่คอยแทรกเข้ามาช่างจั๊กกระเดียมหูดีจริง ฟังไปแล้วผมนึกถึง เพลงอยากอยู่กับเธอทั้งคืนของ ซีเปีย เลย เพียงแต่ไม่เน้นอารมณ์เซ็กซี่เท่า

I'd love to touch the sky tonight

I'd love to touch the sky

So take me in your arms

And lift me like a child

And hold me up so high

And never let me go

Take me

Take me in your arms tonight

 

Kiss Me, Kiss Me, Kiss Me  เป็นหนึ่งในอัลบั้มมาตรฐานสูงของวง ที่รวบรวมดนตรีอัลเทอเนทีฟร็อคที่มีส่วนผสมของ นิวเวฟ โพสพังค์ผสมจังหวะฟังค์เล็กๆ เนื้อหาลึกลับ ผสมกับซาวด์ล่องลอย ชวนหลอน  ทุกเพลงในอัลบั้มควรค่าแก่ฟังเพื่อศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เว็บไซด์ All music ให้อัลบั้มนี้ 4/5  เหมาะสำหรับใครที่ยังไม่เคยฟังวงนี้ก็มาก่อนก็สามารถเริ่มฟังจากอัลบั้มนี้เพราะตัวเพลงมีเมโลดี้ค่อนข้างติดหูมาก 

 

เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซด์ http://metalbabe.webs.com/ 03/03/2010 

edit @ 28 Mar 2011 19:13:11 by runangel