
กว่า 15 ปีผ่านไปกับอัลบั้ม The Holy Bible อัลบั้มที่แฟนๆว่ากันว่า มันมืดหม่นที่สุด
และกว่า 15 ปี ที่ริชชี่ (Richard James Edwards) หายตัวไป จนตอนนี้พ่อแม่ของริชี่ก็ออกมาระบุสถานะของลูกตัวเองจากหายสาบสูญเป็นเสียชีวิตอย่างเป็นทางการและมีการจัดงานศพขึ้นเรียบร้อยแล้ว ในทีสุดอัลบั้ม Journal for Plague Lovers ก็ออกมาให้พวกเราได้ฟัง
ถามว่าแล้วอัลบั้มนี้มันต่างจากอัลบั้มอื่น ของเดอะแมนิคยังไง อัลบั้มนี้ต่างจากอัลบั้มอื่นก็เพราะว่า นี่เป็นงานที่นำวัตถุดิบของริชชี่ให้ไว้ทั้งหมด ก่อนที่จะหายตัวไป มาทำเป็นอัลบั้ม รวมถึงดนตรีที่ทางวงกลับไปหาซาวด์ในแบบยุคแรกของวงอีกด้วย
ตอนแรกผมกะว่าจะรีวิวอัลบั้มนี้แต่คิดไปไม่ดีกว่า กับงานบางชิ้นนั้น มันอาจมากกว่า การฟังเพลงหรือดนตรี มันมีสิ่งที่ยิ่งกว่านั้น อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่าผมเว่อร์เกินไป แต่โลกนี้ก็ยังมีบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการอธิบายของวิทยาศาสตร์ไม่น้อยเช่นกัน
ด้วยความสัตย์จริงผมชอบเดอะแมนิค ถึงแม้ว่าผมจะเริ่มฟังงานของวงในยุคกลางๆก็เถอะ
และด้วยความสัตย์จริงผมเคารพในการกระทำของริชชี่ และเคารพในความเป็นศิลปินของริชชี่
อัลบั้มนี้ผมบอกได้แต่เพียงว่า สำหรับคนที่ชอบริชชี่ ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนจะไม่ฟังมัน
สำหรับคนที่ชอบเดอะแมนิคก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ฟัง เพราะตอนนี้พวกเค้ากลับไปร็อคกันอีกครั้ง
และสุดท้ายสำหรับคนมองหาดนตรีที่เป็นมากกว่าดนตรี นี่เป็นเหตุผลที่ควรฟังอัลบั้มนี้เป็นอย่างยิ่ง
เพราะอัลบั้มนี้ได้นำเอาวิญญาณของริชชี่กลับคืนมาสู่วงเดอะแมนิคอีกครั้ง......
และคงจะเป็นครั้งสุดท้าย
Journal for Plague Lovers โดย Manic Street Preachers
เอนทรี่นี้งผมได้แรงบันดาลใจมาจากอัลบั้ม Journal for Plague Lovers และบทสัมภาษณ์ของวงในนิตยสาร Music Express ฉบับ 282 พฤษภาคม 2552
และอยากให้เพื่อนๆได้อ่านกันด้วย
ราวห้าวันก่อนหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 1กุมภาพันธ์ 1995 Richard James Edwards ยื่นแฟ้มรวบรวมเนื้อเพลง และอาร์ทเวิร์คที่เขียนขึ้นแก่เพื่อนร่วมวงทั้งสาม ระหว่างเตรียมงานสำหรับอัลบั้ม Everything Must Go ในสตูดิโอแห่งหนึ่งที่เซอร์เรย์
ต้นฉบับทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้โดย Nicky Wire ขณะที่ James Dean Bradfield และ Sean Moore ต่างก็มีต้นฉบับก็อปปี้เป็นของตน
ทว่า นับแต่ Edwards จากไป วัตถุดิบที่ว่าถูกนำออกมาใช้ทั้งสิ้นเพียงห้าเพลง เมื่อสมาชิกทั้งสมาของ Manic Street Preachers "เลือก" ที่จะปลีกตัวออกห่างจากแฟ้มดังกล่าวยาวนานกว่าสิบปี
"ตลอดเวลาหลายปี เราทำใจให้ใช้เนื้อเพลงพวกนั้นไม่ลงจริงๆ" Bradfiled มือกีต้าร์ และนักร้องนำสารภาพถึงที่มาที่ไปของ Journal for Plague Lovers สตูดิโออัลบั้มลำดับที่เก้าของวงที่หวนกลับไปใช้วัตถุดิบจากแฟ้มดังกล่าวอีกครั้ง "แต่ตอนนี้ เราสามคนพร้อมแล้วสำหรับการร่วมงานกับ Richey อีกครั้ง"
"Richey จงใจทิ้งแฟ้มไว้ให้เรา" Wire เสริม "ตอนนั้นทุกคนในวงรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้ใช้เพลงพวกนี้ หลังจากหมอนั่นหายตัวไปแล้ว"
ความเหมือนในความต่างระหว่างทั้งสองช่วงเวลาคือ Journal... เป็นอัลบั้มที่ทำออกมาเพื่อสวนกระแสแบบเต็มตัว ภาายหลังความสำเร็จแบบไม่คาดฝันของ Send Away The Tigers ในลักษณเดียวกับ The Holy Bible ถูกปล่อยตามหลัง Gold Againt The Soul พร้อมคำมั่นจากทางวงว่า จะไม่มีการตัดเพลงใดเพลงหนึ่งออกมาเป็นซิงเกิ้ลสำหรับอัลบั้มชุดนี้
"Richeyคงม่อยากเขียนเพลงสำหรับตัดเป็นซิงเกิ้ลอีกแล้ว" Bradfiled อธิบาย "เราถึงเลือกทำอัลบั้มที่มีเนื้อหาเคร่งเครียดเข้าใจยาก และจะไม่มีการตัดเพลงไหนออกมาเป็นซิงเกิ้ล ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่สุดขีดแบบนี้ เข้าท่าไหม?"
"ซาวด์ของอัลบั้มก็ยอนกลับไปหางานในยุคแรกด้วย" Moore เสริม "นี่คือเพลงในแบบของเราจริงๆ"
รู้สึกยังไงกับการที่พ่อแม่ของ Richey ตัดสินใจระบุสถานะของเจ้าตัวจากสาบสูญเป็นเสียชีวิตอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่พฤศจิกายนปีก่อน?
James Dean Bradfield : นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนทำใจนานแล้ว เราไม่คิดว่าจู่ๆวันหนึ่ง Richey จะกลับมาอีก การที่หมอนั่นทิ้งเนื้อเพลงพวกนี้ไว้บอกอะไรชัดเจนอยู่แล้ว ถึงทีแรกทุกคนจะไม่พร้อมยอมรับความจริงก็ตาม แต่ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Richey วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น การที่ใครซักคนจอดรถไว้ที่ เซเวิร์น บริดจ์ ก่อนหายตัวไป มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาจะไม่กลับมาอีกตลอดกาล
ในฐานะนักร้องนำ คุณคิดยังไงกับเนื้อเพลงที่ Richey ทิ้งไว้พวกนี้?
James Dean Bradfield : มันเป็นเหมือนลางบอกเหตุอะไรบางอย่างตั้งแต่ตอนนั้น เกือบทุกเพลงมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ ความสงสัยและไม่แน่ใจในทุกๆสิ่งที่เขามองเห็น สมัยยังเป็นวัยรุ่น เรามักโกรธเกรี้ยวกับทุกสิ่งที่ไม่เห็นด้วย จากนั้นความโกรธก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นความสะอิดสะเอียน ปัญหาคือจากความสะอิดสะเอียนจะเป็นอะไรได้อีก? สำหรับ Richey คงเป็นความกังขาในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องส่วนตัว การเมือง อุดมการณ์ ฯลฯ นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนเพิ่งรู้สึกตัวว่า Richey มีปัญหาในการปรับตัวกับเรื่องพวกนี้ แล้วมันก็หนักหนาเกินกว่าจะรับได้อีกต่อไป
หาก Richey ยังอยู่กับวง ทุกวันนี้ The Manics จะเป็นยังไง?
James Dean Bradfield : เราคงเถียงกัยสตูดิโอไม่รู้จบ เพราะหลังจาก The Holy Bible Richey เกิดนึกอยากทำอัลบั้มที่มีส่วนผสมของ Screamadelica (ของ Primal Scream) Nine Inch Nails และก็ Einstorzende Neubauten (วงแนวอะวองต์-การ์ด จากเยอรมัน) แต่ผมยังชอบ Gun N' Roses กับ Queen มากกว่า บางทีมันอาจจะจบลงตรงที่ การแตกวงก็ได้
Nicky ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงกับแฟ้มนั้น?
Nicky Wire : ก็แปลกๆหน่อย ที่สุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะหยิบมันขึ้นมาใช้งาน แต่มันก็เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน อย่างน้อยก็ในความรู้สึกส่วนตัวว่า เราควรทำอะไรบางอย่างเพื่อ Richey
ใน William's Last Wordsที่คุณเป็นคนทำดนตรีและเนื้อร้องด้วยตัวเอง ชวนให้นึกถึงการจากลาอย่างเป็นทางการ คุณคงมีความรู้สึกกับเพลงนี้เป็นพิเศษ
Nicky Wire : ก็คงจะเป็นอย่างนั้น ผมคงไม่ร้องเพลงนี้ในคอนเสิร์ตด้วย คุณลองดูเนื้อเพลงที่ Richey เขียนไว้สิ Leave me go, Jesus, I love you/Yeah, I love you,just let me go/I even love the devil,even though he did me harm/Don'tkeep me any longer cos i'm really tire/I just wanna go to sleep and wake up happy. ทั้งงดงามและมีความเป็นกวีสูงจริงๆ
เหมือนคุณยังทำใจกับการหายตัวไปของ Richey ไม่ได้?
Nicky Wire : สองคนนั่นปรับตัวเรื่องนี้ได้ดีกว่าผม อาจเป็นเพราะจู่ๆ Richey ก็หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวอะไรล่วงหน้ากับผมเลยก็ได้
แล้วเรื่องที่ Richey ถูกระบุสถานะเป็น "เสียชีวิต" แล้วล่ะ?
Nicky Wire : สำหรับผม เรื่องนี้ไม่มีอะไรมากกว่าสถานะทางกฎหมาย ถ้าจะมีอะไรให้รู้สึกหดหู่คงเป็นเรื่องของพิธีศพมากกว่า ผมแค่พยายามทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แค่ไม่อยากให้มันมีบทสรุปที่ชัดเจนหรือยืนยันว่าเขายังอยู่หรือตายแล้วเท่านั้น แต่ถ้าวันหนึ่งจะมีการพบศพของเขาจริงๆ ผมก็ยังเชื่อว่าตัวเองยังสามารถยอมรับได้อยู่ดี ส่วนสิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือพยายามสานต่อในสิ่งที่อัจฉริยะคนหนึ่งทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนอายุ 27
ในเทปที่บันทึกไว้ Richey เปรียบสัมพันธภาพระหว่างคนเราเป็นแค่เรื่องหลอกลวงในเชิงประนีประนอมระหว่างสองฝ่าย มนุษย์เป็นสิ่งที่แย่ที่สุดที่อุบัติขึ้นบนโลก และช่วงเวลาแห่งความสุขหนึ่งเดียวคือตอนหลับเท่านั้น พอได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง?
Nicky Wire : ผมรู้เรื่องพวกนี้หมดแหละ รู้ไหม กระทั่งตอนที่สภาพจิตของเขาดีขึ้นบ้าง เรื่องพวกนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวหมอนั่นอยู่ดี เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบทสัมภาษณ์ของ Bruce Springsteenที่ได้อ่านเมื่อเร็วๆนี้ เขาบอกว่ายิ่งพยายามสร้างงานศิลปะเท่าไหร่ มันก็มีบางสิ่งที่เหมือนกับตัวตุ่นพยายามกัดกร่อนคุณอยู่ทุกขณะ ฉะนั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพยายามควบคุมมันก่อนที่ตัวตนของคุณจะถูกกลืนกินไปจนหมด เราสามคนคุมตัวตุ่นในตัวเราได้ แต่ Richey ทำไม่สำเร็จ แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองถูกมันกลืนกินลงไปจนได้
เคยคิดถึงเรื่องการพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดบ้างไหม สำหรับคนที่มีแนวโน้มจะมีอาการ ของโรค O.C.D. อย่างคุณ? (Obsessive compulsive disorder - โรคย้ำคิดย้ำทำ)
Nicky Wire : ไม่เลย ทุกครั้งก่อนออกทัวร์ ผมจะเตรียมทุกอย่างแพคลงกระเป๋าล่วงหน้าสองอาทิตย์ แต่ตอนที่เราเตรียมตัวไปทัวร์สหรัฐ (วันเดียวกับที่ Richey หายตัวไป) ผมกลับไม่รู็สึกอยากไปไหนเลย ไม่ใช่เพราะเรื่อง Richey หายตัวไป แต่เพราะมันเหมือนกับทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น
มันเหมือนสัญชาตญาณหรือสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกอะไรทำนองนั้นรึเปล่า?
Nicky Wire : ถูกต้อง ผมรู้สึกถึงเรื่องนี้ตั้งแต่หลังจบโชว์ที่ The Astoria (โชว์สุดท้ายของวงในฐานะวงสี่ชิ้นเมื่อเดือนธันวาคม 1994) ในวันสุดท้ายของการแสดง เราทำลายข้าวของทุกอย่างเหมือนกับว่านี่คือจุดสิ้นสุดแล้ว ทั้งเครื่องดนตรี อุปกรณ์ ระบบไฟ เราทำลายทุอย่างจริงๆ
คิดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนรู็จักกันแรกๆรึเปล่าว่าชีวิตของ Richey จะต้องลงเอยแบบนี้?
Nicky Wire : สมัยยังเด็กที่พวกเราเล่นฟุตบอลด้วยกันน่ะยัง แต่ตอนที่เราเริ่มตั้งวงดนตรี ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้มันอาจจะเกิดขึ้นจริงๆ ผมมีหลายเรื่องที่รู้สึกเสียใจหลังทำลงไป แต่มีไม่มากนักถ้านับเฉพาะช่วงที่อยู่กับ The Manics ยกเว้นตอนที่ Richey ไม่ได้อยู่กับเราอีกแล้ว ทั้งในงาน Brit Awards หรือตอนเล่นต่อหน้าแฟนเพลง 66,000 คนที่คาร์ดิฟฟ์ เพราะเราร่วมฝันกันเสมอว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ซักวัน ผมยังคิดว่าถ้า Richey ยังอยู่ตอนที่เรารับรางวัล Brit Awards เขาจะทำยังไงต่อไปหรือแม้แต่ตอนที่คนกว่าหกหมื่นในมิลเลนเนียม สเตเดียม ร้อง Small Blacks Flowers That Grow in The Skyตามไปด้วย ผมกล้าพูดว่า Richey คือของจรง งานชุดนี้คงเหมือนกับหลุมศพที่เราทำขึ้นเพื่อระลึกถึงเขา.. ไม่สิ ผมอยากให้มันเป็นอนุสาวรีย์สำหรับเขามากกว่า
ขอบคุณนิตยสาร Music Express สำหรับบทสัมภาษณ์
edit @ 29 May 2009 07:05:56 by runangel